แง่คิดต่างๆสำหรับการเลือกซื้อแล้วก็ใช้งานของคาร์ซีท

ในทุกวันนี้ ครึ่งวันของแต่ล่ะวัน ใช้ชีวิตอยู่กับท้องถนนเป็นส่วนมาก ซึ่งพ่อแม่บางคนจะต้องหอบลูกไปด้วยทุกที่ ซึ่งในบทความนี้เรา มีข้อคิดต่างๆสำหรับการเลือกซื้อแล้วก็ใช้งานของคาร์ซีทมาฝากกัน ซึ่งคาร์ซีทนั้นก็เป็น วัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยลดความรุนแรง ถ้าเกิดอุบัติเหตุ เมื่อลูกของคุณอยู่ในรถด้วย ซึ่งจะสำคัญมากต่อครอบครัวที่มีลูก

ถ้าอย่างนั้นเราไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

ความปลอดภัย

จากผลของการสำรวจและศึกษาค้นคว้าต่างๆในประเทศรวมทั้งต่างประเทศ พูดไปในทางเดียวกันเป็นสาเหตุชีวิตของเด็กจากอุบัติเหตุจากรถยนต์เป็นเด็กไม่ได้ใช้ที่นั่งนิรภัยเพื่อล็อคตัวเด็กให้คงที่ ไหมได้ใช้คาร์ซีทนั่นเอง รวมทั้งหากจำเป็นต้องใช้คาร์ซีท ควรจะเลือกคาร์ซีทที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัย สำหรับคาร์ซีท โดยธรรมดา จะเป็น ECE R44/04 โดยในประเทศไทยนั้น เริ่มมีการรณรงค์ให้ใช้คาร์ซีทกันทั้งนั้น ทั้งหน่วยงานภาครัฐ, เอกชน และก็สถานศึกษา ซึ่งเดี๋ยวนี้ยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้ เหมือนในต่างประเทศ

ช่วงอายุกับการใช้งาน

ช่วงอายุเด็กส่งผลโดยตรงกับการติดตั้งรวมทั้งซื้อคาร์ซีทด้วยนั้นเอง ซึ่งการติดตั้้งๆแบ่งได้ 2 แบบคือ ติดตั้งแบบหันเข้าเบาะ: สำหรับทารกถึง 9 เดือน (บางที่แนะนำให้ติดตั้ง จนกระทั่งน้องอายุ 2 ขวบ)
ติดตั้งแบบหันออกจากเบาะ หรือ ไปในทิศทางเดียวกันกับรถ : สำหรับ 9 เดือนขึ้นไป หรือเด็กที่คอเริ่มแข็งแล้ว

โดยมีการแบ่งกลุ่มการใช้งานดังต่อไปนี้

0-9 เดือน (0-13 kg): จัดอยู่ใน Group-0 จะต้องติดตั้งแบบหันหน้าเข้าเบาะแค่นั้น

9 เดือน – 4 ขวบ (13-18kg): จัดอยู่ใน Group-1 ติดตั้งแบบหันออกจากเบาะ หรือ หันหน้าเข้าเบาะ

4-7 ขวบ (18-25 kg): จัดอยู่ใน Group-2 ติดตั้งแบบหันออกจากเบา

7-12 ขวบ (25 kg ขึ้นไป): จัดอยู่ใน Group-3 ติดตั้งแบบหันหน้าออกมาจากเบาะ

ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ควรศึกษาคู่มือการติดตั้งอย่างละเอียดก่อนจะมีการจะติดตั้ง เพื่อความถูกต้องแล้วก็ปลอดภัย แม้ติดตั้งไม่ถูกกับ กลุ่มของอายุเด็ก บางทีก็อาจจะได้รับบาดเจ็บได้

โดยตำแหน่งที่สมควรในการติดตั้งเป็น ข้างหลังคนขับ ทั้งซ้าย,กึ่งกลาง หรือขวา โดยไม่แนะนำให้ติดตั้งคู่กับคนขับ เพราะว่าเวลามีอุบัติเหตุจะติดถุงลมนิรภัยทุกวันนี้ เริ่มได้ยินคำว่า Isofix & LATCH เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้สะดวกสำหรับการติดตั้งและปลอดภัยมาก แม้คาร์ซีท ระบุว่ามี Isofix จะมีเหล็กยื่นออกใต้ฐานเพื่อเสียบกับตัวรถ เพื่อไม่ยุ่งยากต่อการติดตั้ง แต่รถยนต์จำเป็นต้องรองรับ Isofix ด้วย ส่วน LATCH (Lower Anchors and Tethers for Children) จะมีสายตะขอ เพื่อเกี่ยวกับรถยนต์ ใช้กับรถยนต์รุ่นที่รองรับเท่านั้น

ขนาดและน้ำหนัก

เมื่อน้องมีน้ำหนักตัวและก็ความสูงมากขึ้นเรื่อยๆ คาร์ซีทที่น้องนั่งควรต้องปรับสายบ่า และที่รองศีรษะ เพื่อพอดีกับส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นของน้องนั้นเอง ซึ่งกระบวนการปรับสายบ่าแล้วก็ที่รองศีรษะ สามารถศึกษาได้จากคู่มือการใช้งานของคาร์ซีทนั้นเอง แม้ศีรษะน้องเริ่มเลยที่รองศีรษะไปแล้ว หรือคาร์ซีทเริ่มแน่นจนนั่งไม่สบาย จำเป็นต้องซื้อใหม่

เช็คอุปกรณ์

ควรจะตรวจอุปกรณ์การใช้งานเป็นระยะ โดยอุปกรณ์ที่ต้องตรวจสอบนั้น ได้แก่

  • สายรัดเอวที่รัด ยังทำงานได้ดี หรือยังล็อคได้ปกติหรือไม่
  • สายเบลท์รถยนต์ยังล็อคอยู่ และก็อยู่ในตำแหน่งที่ถูกหรือไม่
  • ติดตั้งตรงกับช่วงอายุของน้องหรือไม่
  • ติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสมหรือไม่
  • ต้องมีการดูแลทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ สำหรับคาร์ซีทที่เป็นเบาะหนัง สามารถใช้ผ้าชุบน้ำยาทำความสะอาดเช็ดได้ หรือหากเป็นเบาะผ้า อาจจะถอดซักเป็นบางครั้ง
  • ก่อนจะถอดอะไหล่ อาจถ่ายรูปเก็บไว้ก่อนล่วงหน้า จะได้ไม่มีปัญหาที่ตอนใส่กลับ

การรับประกัน

ควรจะเลือกซื้อคาร์ซีทที่มีการรับประกันสินค้า เพราะถ้ามีอะไหล่ชำรุดเสียหาย และจำเป็นต้องเปลี่ยน จะได้เปลี่ยนแปลงได้อะไหล่เพื่อนำกลับมาใช้งานต่อ หากไม่มีการรับประกัน และไม่สามารถเปลี่ยนอะไหล่ได้ อาจทำให้จะต้องซื้อคาร์ซีทใหม่

ซึ่งคาร์ซีทในตามท้องตลาด ณ.ในตอนนี้ ราคาก็มีจากต่ำจนถึงสูง ซึ่ง ก็มีหลากหลายแบบ หลากหลายแบรนด์ให้เลือกใช้ ซึ่งราคาก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณของผู้ซื้อนั้นเอง แต่ว่า ปัจจุบันนี้พวกเรามีคาร์ซีทมือสอง ที่ราคาไม่แพงจนเกินไป สามารถรองรับการใช้งานได้เลย ซึ่งทางร้านเราได้เห็นถึงจุดสำคัญของคาร์ซีท แต่อย่างที่บอกไปราคาสูงนั้นเอง เราก็เลยได้จัดจำหน่ายตัวคาร์ซีทมือสอง และก็สินค้าอื่นที่เกี่ยว รวมถึงอุปกรณ์สำหรับคุณแม่ด้วยที่จำเป็นต้องดูแลน้อง ยังไงถ้าพึงพอใจตัวคาร์ซีทมือสอง สามารถติดต่อพวกเรามาได้เลยค๊า    https://www.mom-trust.com/

Leave a Reply